บทที่ 14 เรือนหลังใหม่

นางคิดว่าจะดีเสียกว่า หากทั้งนางและเขารู้ใจของตนเองเร็ว เพื่อจะได้ต่างคนต่างไปแสวงหาสิ่งที่ตนเองต้องการ

เลี่ยงรุ่ยถอนหายใจ เขาเดินเข้ามาหาหลินเยว่ พร้อมทั้งกุมมือของนางไว้แน่น

“อาเยว่ หากเจ้ากลัวว่าข้าจะเป็นคนจิตใจโลเล เมื่อพบเจอสตรีนางอื่นก็ล้วนแต่ต้องการ เจ้าวางใจได้ ข้ามิใช่บุรุษเช่นนั้น”

“ผู้ใดจะรู้เล่า” นางก้มหน้าลงแล้วบ่นเสียงแผ่วเบาออกมา

แต่เสียงของนางก็ทำให้เลี่ยงรุ่ยได้ยินอย่างชัดเจน เขาจึงได้จับคางของนางเชยขึ้น เพื่อให้สบตาของเขา

“หากเจ้ามิเชื่อข้าในยามนี้ก็ไม่เป็นอันใด แต่ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้เอง ว่าแท้จริงแล้วข้าไม่ต้องการสตรีนางใดนอกจากเจ้า” สายตาของเลี่ยงรุ่ยที่มองมารวมกับคำพูดของเขา ทำให้หลินเยว่นางเขินอายจนใบหน้าและใบหูแดงก่ำ

“ท่านพูดเองนะ หากวันใดที่ท่านปันใจให้สตรีอื่น ข้าจะฆ่าท่านเสีย” นางแสร้งทำเป็นโมโหเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย

ก่อนจะรีบเดินหนีออกไปจากห้อง เพื่อไปจัดการเรื่องเครื่องครัว หากในเรือนที่อยู่อาศัยจะไม่มีเครื่องครัวเลยก็คงจะประหลาดอยู่ไม่น้อย

หม้อ กระทะ ข้าวของที่หลินเยว่นำออกมาล้วนแปลกตาอยู่ไม่น้อย เลี่ยงรุ่ยจึงคิดจะเดินทางเข้าเมือง เพื่อไปซื้อไหมาเปลี่ยนถ่ายใส่เครื่องปรุงที่นางนำออกมา

“ข้าจะเข้าไปอาบน้ำเสียก่อน ท่านจะเข้าไปด้วยหรืออยู่ที่นี่” นางเหนียวตัวไม่น้อยจึงอยากจะอาบน้ำ

“ข้าไปด้วย” ทั้งสองจึงได้พากันเข้าไปในมิติ

หลินเยว่นางจึงได้ค้นพบความลับอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ว่าวัตถุดิบในโกดังของนางเท่านั้นที่ไม่มีวันหมดสิ้นตามคำบอกของเทพชะตา แต่ข้าวของที่นางนำออกไปจากที่บ้านของนาง ก็ล้วนแต่อยู่ครบเช่นเดิม

“หากข้านำออกไปขายต้องรวยอย่างแน่นอน” นางมองสิ่งของด้วยดวงตาเป็นประกาย

“มิได้ แล้วเจ้าจะบอกผู้อื่นว่าเจ้าสร้างมาจากอันใด” เลี่ยงรุ่ยเอ่ยขึ้น

“ก็จริงของเจ้า” นางโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ในห้องนอน ส่วนเลี่ยงรุ่ยเดินเข้าไปอาบน้ำที่ชั้นล่างแทน

ของใช้ของเขา หลินเยว่นางนำว่าวางไว้ให้เรียบร้อย ทั้งยาสระผม ครีมอาบน้ำ และแปรงสีฟัน ยาสีฟัน นางบอกวิธีให้กับเขาไว้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาเข้ามา จึงใช้ได้อย่างสบาย

เลี่ยงรุ่นชื่นชอบกลิ่นของครีมอาบน้ำไม่น้อย มันไม่ได้เป็นกลิ่นหอมของดอกไม้เช่นที่หลินเยว่นางใช้ แต่กลับเป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ของต้นสน เพียงอาบน้ำก็เหมือนเดินอยู่ในหุบเขาที่รายล้อมไปด้วยต้นสนมากมาย

ที่น่าประหลาดสำหรับเลี่ยงรุ่ย แม้จะล้างฟองออกไปจากตัวจนหมดสิ้นแล้ว กลิ่นของครีมอาบน้ำก็ยังติดอยู่ที่ตัวของเขาไม่ได้จางหายอย่างที่คิด

ทั้งสองกินอาหารอย่างง่ายๆ ก่อนที่จะออกจากมิติมาด้านนอกเพื่อพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้พวกเขาจะเดินทางเข้าเมืองไปซื้อของที่จำเป็นเข้าเรือน

หลินเยว่นางยังคิดอยากจะไปดูในเมืองด้วยว่าการค้าเป็นเช่นไร จากความทรงจำของร่างเดิม มีเรื่องเกี่ยวกับภายในเมืองน้อยมาก เหมือนว่านางมักจะอยู่แต่ภายในจวนเท่านั้นมิได้ออกมาเที่ยวเล่นเช่นคนอื่น

คืนนี้หลินเยว่นางนอนอย่างสบายใจบนที่นอนใหม่ เพราะไม่ต้องนอนเบียดกับเลี่ยงรุ่ยอีกแล้ว ยิ่งหมอนและผ้าห่มที่นางนำออกมาด้วยก็ล้วนแต่นุ่มนิ่มนอนสบายยิ่งนัก กลายเป็นเลี่ยงรุ่ยที่ค่อยๆ เขยิบตัวมาใกล้นางแทน

“ท่านนอนไม่สบายตัวอย่างงั้นรึ” หลินเยว่อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้ เมื่อเห็นเขาขยับตัวหลายครั้ง

นางคิดว่าเขาเคยชินกับที่นอนแข็งๆ ที่มีเพียงเตียงไม้ไผ่ปูทับด้วยผ้าบางๆ

“ไม่ใช่” เลี่ยงรุ่ยได้ทีก็ขยับไปจนชิดกับนาง

“ที่นอนกว้างขวาง ท่านจะมานอนเบียดข้าเพื่ออันใด” นางลุกขึ้นไปมองที่นอนฝั่งของเลี่ยงรุ่ยที่กว้างจนคนอีกคนมานอนได้อย่างสบาย

“ข้าอยากนอนใกล้เจ้า” หลินเยว่เบิกตากว้างมองเลี่ยงรุ่ย

คืนนี้ที่ทั้งคู่นอนด้วยกัน เป็นเพียงคืนที่สามเท่านั้น เขาก็ทำหน้าหนาอยากนอนใกล้นางเสียแล้ว

“เอ่อ นอนนิ่งๆ เล่า ห้ามขยับอีก ข้าจะนอนแล้ว” นางพลิกตัวหันหนีไปอีกข้าง เพราะไม่อยากให้เขาเห็นว่านางกำลังหน้าแดง

เลี่ยงรุ่ยมิได้ขยับตัวอีก จนเมื่อหลินเยว่นางหลับสนิท เขาก็ลืมตาขึ้น พร้อมทั้งดึงนางเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดแทน

รุ่งเช้าเมื่อหลินเยว่นางตื่นขึ้น นางจึงได้รู้ว่าตัวนางอยู่ในอ้อมกอดของเลี่ยงรุ่ย นางจึงนอนนิ่งไม่ยอมขยับ เลี่ยงรุ่ยที่รู้ว่านางตื่นแล้วแต่ไม่ยอมที่จะขยับตัวก็รู้สึกขบขันไม่น้อย เขาจึงกระซิบข้างหูของนาง

“ตื่นแล้วเหตุใดถึงไม่ลุกเล่า” เสียงทุ้มต่ำยามตื่นนอนของเขา ทำให้นางอดจะขนลุกไม่ได้

หลินเยว่รีบพลิกตัวหนีไปอีกด้านทันที นางยกผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนมิด เพราะตัวนางคิดว่าเป็นตัวเองที่เผลอเข้าไปกอดเขาตอนที่นอนหลับไม่รู้สึกตัว

“หึหึ” เสียงหัวเราะในลำคอของเลี่ยงรุ่ย ยิ่งทำให้หลินเยว่นางอับอายจนไม่กล้าจะเปิดผ้าห่มออก

“ประเดี๋ยวก็หายใจไม่ออก” เขาดึงผ้าห่มให้ออกจากตัวของนาง

“ข้า ข้า ไม่คิดว่าตนเองจะนอนดิ้นเพียงนี้” นางโผล่หน้าออกมา พร้อมทั้งเอ่ยบอกเขา

เลี่ยงรุ่ยเพียงแค่อมยิ้มมองนาง เขาไม่ได้บอกว่าเป็นเขาที่ดึงนางเข้ามาสวมกอดไว้ทั้งคืน ในเมื่อนางเข้าใจเช่นนี้ ก็ดีแล้ว จะได้ไม่คิดว่าเขาฉวยโอกาสกินเต้าหู้นาง

“ลุกเถิด เจ้าเป็นภรรยาข้า จะเป็นอันใดไปเล่า ประเดี๋ยวจะไม่ทันเกวียนวัวเข้าเมือง” เขามองนางด้วยสายตาที่เร่าร้อน จนหลินเยว่นางทำตัวไม่ถูกไม่รู้ว่าควรลุกออกจากผ้าห่มดีหรือไม่

เป็นเลี่ยงรุ่ยที่ดึงตัวนางให้ลุกขึ้น ก่อนจะพากันเข้าไปล้างหน้าล้างตาในมิติ แล้วกินอาหารรองท้อง ก่อนจะพากันเดินออกจากเรือนไปที่หน้าหมู่บ้าน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป